“โออิชิ” ขยายตลาดชาเขียวเพื่อนบ้าน

โออิชิ กรีนที ขึ้นแท่นชาเขียวพร้อมดื่มอันดับหนึ่งในประเทศไทย ทั้งด้านส่วนแบ่งการตลาด และการเป็นแบรนด์ยอดนิยมในใจผู้บริโภค ลุยตลาดต่างประเทศ ส่งออกกว่า 30 ประเทศทั่วโลก ล่าสุดบุกกลุ่มประเทศ CLM (กัมพูชา ลาว พม่า) หนุนธุรกิจส่งออกเครื่องดื่มเติบโตกว่า 60% lastcallblog.com

นางเจษฎากร โคชส์ รองกรรมการผู้จัดการ สายงานธุรกิจเครื่องดื่ม บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โออิชิบุกตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง มุ่งเน้น CLM โดยตั้งทีมการตลาดต่างประเทศโดยเฉพาะเพื่อดูแลการวางกลยุทธ์การตลาดและการขายอย่างจริงจัง พร้อมพลังของการซินเนอร์ยีกับบริษัทในเครือไทยเบฟ

ล่าสุดสัดส่วนรายได้ของตลาดส่งออกอยู่ที่ประมาณ 20% ของรายได้ธุรกิจเครื่องดื่มโดยรวม (ข้อมูล งวดหกเดือน สิ้นสุด ณ 31 มี.ค. 2561) เติบโตขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนที่มีสัดส่วนประมาณ 10% โดยตลาดต่างประเทศที่มีการเติบโตสูง คือ ตลาดกัมพูชาและตลาดลาว ด้วยศักยภาพของกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ผู้บริโภคที่เปิดรับ การใช้กลยุทธ์โลคีลไลซ์ในรูปแบบของการสื่อสาร, กิจกรรมทางการตลาด และราคาที่เหมาะสมกับช่องทางการขายต่างๆ พร้อมการใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มเข้าไปช่วยทำการตลาด

“ตลาดชาเขียวกัมพูชาและลาวเป็นตลาดใหญ่ที่มีกำลังซื้อสูง มีความคุ้นชินและชื่นชอบตราสินค้าจากไทย การเข้าไปทำตลาดของโออิชิ กรีนที มีการปรับให้สอดคล้องกับประเทศนั้นๆ เช่น กัมพูชา ศักยภาพการเติบโตสูงมีกำลังซื้อสูง จึงขยายช่องทางการจัดจำหน่าย พร้อมส่งไซส์ 500 มล.เข้าไป และพัฒนาด้วยรสชาติใหม่ โออิชิ รสทับทิม ซึ่งเป็นผลไม้ที่ชาวกัมพูชาชื่นชอบ ตลอดจนการใช้สื่อทีวีและดิจิทัลควบคู่กัน ส่วน ลาว รุกตลาดต่อเนื่องด้วยการใช้กลยุทธ์ Product Innovation ส่งโออิชิองุ่นเคียวโฮนำร่องทำตลาด และทำแคมเปญเจาะกลุ่มเป้าหมายวัยรุ่นเป็นหลัก สำหรับในปีนี้โออิชิยังมองถึงการขยายฐานเข้าไปในพม่าอีกด้วย” นางเจษฎากร โคชส์ กล่าว

สำหรับในงานแสดงสินค้าอาหารและเครื่องดื่มนานาชาติที่ใหญ่และครบวงจรที่สุดในเอเชีย “THAIFEX – World of Food Asia 2018” ครั้งนี้ โออิชิได้นำผลิตภัณฑ์โออิชิ กรีนที พร้อมส่งออกหลากหลายกลุ่มผลิตภัณฑ์มาร่วมแสดงศักยภาพ ประกอบด้วย ชาเขียว (Regular Tea) ชารสผลไม้ (Fruit Tea) ชาสมุนไพร (Herbal Tea) และชาพรีเมียม (Premium Tea) เพื่อสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางการค้ากับผู้ประกอบการอาหารและเครื่องดื่มกว่า 2,500 ราย จาก 40 ประเทศทั่วโลก (หมายเหตุ รอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุด เดือน ก.ย.)